จารุวณฺโณภิกฺขุ

จารุวณฺโณภิกฺขุ
สังกัดสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

วันพุธที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2553

พระปรางประจำวันเกิด

พระพุทธรูปประจำวันเกิด

๑. เกิดวันอาทิตย์

๑. เกิดวันอาทิตย์
พระประจำวันเกิดคือ ปางถวายเนตร
ลักษณะพระพุทธรูป
พระพุทธรูปปางนี้อยู่ในพระอริยาบถยืน ลืมพระเนตรทั้งสองข้างเพ่งไปข้างหน้า ทอดพระเนตรดูต้นศรีโพธิ์พฤกษ์ พระหัตถ์ทั้งสองลงมาประสานกันอยู่ข้างหน้าระหว่างพระเพลา พระหัตถ์ขาวทับพระหัตถ์ซ้าย อยู่ในอาการสังวร
ประวัติและความสำคัญ
ครั้นพระบรมโพธิสัตว์เจ้า ได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว พระองค์ก็เสด็จประทับเสวยวิมุตติสุขอยู่ที่ต้นศรีมหาโพธิ์ ๗ วันแล้ว ก็เสด็จจากร่มพระศรีมหาโพธิ์ไปประทับยืนกลางแจ้ง ทางทิศอีสานของต้นศรีมหาโพธิ์นั้น ทรงทอดพระเนตรต้นศรีมหาโพธิ์โดยไม่กะพริบพระเนตร ด้วยพระอิริยาบถนั้น ๗ วัน สถานที่เสด็จประทับยืนทอดพระเนตรต้นศรีมหาโพธิ์นั้นเป็นนิมิตมหามงคล ปรากฏชื่อว่า อนิมิสสเจดีย์ พระพุทธจริยาที่ทรงเพิ่งจ้องพระเนตรดูต้นศรีมหาโพธิ์ โดยมิได้ทรงกะพริบ พระเนตรถึง ๗ วันนี้ เป็นเหตุแห่งการสร้างพระพุทธรูปปางนี้ เรียกว่า ปางถวายเนตร นิยมสร้างเป็นพระพุทธรูป เพื่อสักการะบูชาประจำของคนเกิดวันอาทิตย์ อนึ่งต้นไม้อสัตถโพธิ์พฤกษ์อันเป็นสถานที่กำเนิด พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าและสัจธรรมอันบริสุทธิ์ สำหรับชำระกิเลสและปลดเปลี้องความทุกข์แก่ชาวโลก จึงได้มีนามตามการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าว่า ต้นพระศรีมหาโพธิ์พฤกษ์ .
คาถาสวดบูชา
อุเทตะยัญจักขุมา เอกะราชา หะริสสะวัณโณ ปะฐะวิปปะภาโส ตัง ตัง นะมัสสามิ หะริสสะวัณณัง ปะฐะวิปปะภาสัง ตะยัชชะ คุตตา วิหะเรมุ ทิวะสัง เย พราหะมะณา เวทะคุ
สัพพะธัมเม เต เม นะโม เต จะ มัง ปาละยันตุ นะมัตถุ พุทธานัง นะมัตถุ โพธิยา นะโม
วิมุตตานัง นะโม วิมุตติยา อิมัง โส ปะริตตัง กัตวา โมโร จะระติ เอสนา ฯ
๒. เกิดวันจันทร์
พระปางห้ามญาติ
๒. เกิดวันจันทร์ พระประจำวันเกิดคือ ปางห้ามญาติ
ลักษณะพระพุทธรูป
พระพุทธรูปปางนี้นอยู่ในพระอริยาบถยืน พระหัตถ์ทั้งสองข้างยกขึ้นเสมอพระอุระ ตั้งฝ่าพระหัตถ์ยื่นออกไปข้างหน้า เป็นกิริยาทรงห้าม เป็นแบบทรงเครื่องก็มี
ประวัติและความสำคัญ
ณ พระนครกบิลพัสดุ์ อันเป็นแว่นแคว้นที่ประทับของเจ้าศากยะ ซึ่งเป็นพระญาติข้างฝ่ายพระพุทธบิดา กับพระนครเทวทหะอันเป็นแว่นแคว้นที่ประทับอยู่ของเจ้าโกลิยะ ซึ่งเป็นพระญาติข้างฝ่ายพระพุทธมารดา ทั้งสองพระนครนี้ตั้งอยู่ใกล้แม่น้ำโรหิณี ชาวนาของ ๒ พระนครนี้ อาศัยน้ำในแม่น้ำโรหิณีนี้ ทำนาร่วมกันมาโดยปกติสุข ต่อมาสมัยหนึ่งฝนแล้ง น้ำน้อย น้ำในแม่น้ำโรหิณีเหลือน้อย ชาวนาทั้งหมดต้องกั้น ทำนบทดน้ำในแม่น้ำโรหิณีขึ้นมาทำนา แม้ดังนั้นแล้ว น้ำก็ยังไม่พอ เป็นเหตุให้มีการแย่งน้ำกันทำนาขึ้น ขั้นแรกก็เป็นการวิวาทกันเฉพาะเพียงบุคคลต่อบุคคล แต่เมื่อไม่มีการระงับด้วยสันติวิธี การวิวาทนั้นก็ลุกลามมากขึ้นจนถึงคุมสมัครพรรคพวกเข้าไปประหารกัน และด่าว่ากระทบถึงชาติ โคตร และลามปามไปถึงราชวงศ์ ในที่สุดกษัตริย์ผู้เป็นพระญาติของพระพุทธเจ้าทั้งสองเมือง ก็ยกกำลังพลเข้าประชิดกัน เพื่อแย่งน้ำ โดยหลงเชื่อคำยุยุงพูดเท็จของอำมาตย์ที่กำลังเคียดแค้น มิทันได้ทรงวินิจฉัยให้ถ่องแท้แน่นอนว่า เมื่อเรื่องเล็กน้อยเช่นนั้นเกิดขึ้น ควรจะระงับด้วยสันติวิธี พระพุทธเจ้าทรงทราบก็ทรงพระมหากรุณาเสด็จมาห้าม สงครามการแย่งน้ำระหว่างพระญาติทั้งสองฝ่าย โดยทรงแสดงโทษคือความพินาศย่อยยับของชีวิตมนุษย์โดยเหตุอันไม่สมควร ที่พระราชาจะต้องมาล้มตายทำลายเกียรติของตน เพียงเพราะแย่งน้ำกันทำนาเพียงเล็กน้อย ครั้นแล้วพระญาติทั้งสองฝ่ายก็ทำความเข้าใจกันได้และหันมาสามัคคีกัน พระพุทธจริยาที่ทรงโปรดพระญาติ เพื่อห้ามมิให้ทะเลาะวิวาท สู้รบกันเพราะเหตุแห่งการแย่งน้ำนี้ เป็นมงคลแสดงอนุภาพแห่งธรรมที่พระองค์ทรงแสดง พุทธศาสนิกชนผู้หนักในธรรมคำสอน เล็งเห็นคุณอัศจรรย์แห่งอนุสาสนีปาฎิหาริย์ จึงถือเป็นเหตุในการสร้าง พระพุทธรูปขึ้น เรียกว่า ปางห้ามญาติบ้าง ปางห้ามสมุทรบ้าง
คาถาสวดบูชา
ยันทุนนิมิตตัง อะวะมังคะลัญจะ โยจามะนาโป สะกุณัสสะ สัทโท ปาปัคคะโห
ทุสสุปินัง อะกันตัง พุทธานุภาเวนะ วินาสเมนตุ ฯ
ยันทุนนิมิตตัง อะวะมังคะลัญจะ โยจามะนาโป สะกุณัสสะ สัทโท ปาปัคคะโห
ทุสสุปินัง อะกันตัง ธัมมานุภาเวนะ วินาสเมนตุ ฯ
ยันทุนนิมิตตัง อะวะมังคะลัญจะ โยจามะนาโป สะกุณัสสะ สัทโท ปาปัคคะโห
ทุสสุปินัง อะกันตัง สังฆานุภาเวนะ วินาสเมนตุ ฯ
๓. เกิดวันอังคาร
๓. เกิดวันอังคาร พระประจำวันเกิด
คือ ปางไสยาสน์
ลักษณะพระพุทธรูป
พระพุทธรูปปางนี้ อยู่ในพระอิริยาบถบรรทมตะแคงขวา เมื่อคราวจะปรินิพพาน หลับพระเนตร พระเศียรหนุนพระเขนย พระหัตถ์ซ้ายทอดทายไปตามพระวรกายเบื้องซ้าย พระหัตถ์ขวาหงายวางอยู่ที่พื้นข้างพระวรกาย พระบาทซ้ายทับพระบาทขวาลักษณะตั้งซ้อนกัน
ประวัติและความสำคัญ
พระพุทธเจ้าครั้นโปรดสุภัททปริพาชกให้บรรพชาอุปสมบทและให้สำเร็จเป็น พระอริยเจ้าเป็นปัจฉิมสาวกแล้ว ต่อมาพระอานนท์จึงได้ทูลถามพระองค์ว่า พระฉันนะถือตัวว่าเป็นข้าเก่า ติดตามพระองค์คราวเสด็จออกบวช เป็นคนว่ายากสอนยาก แม้จะกรุณาเตือนแล้วก็ตาม เมื่อพระองค์ปรินิพพานแล้ว ยิ่งจะว่ายากขึ้นไปอีก หาผู้ยำเกรงมิได้ ข้าพระองค์จะพึงปฏิบัติต่อพระฉันนะนั้นอย่างไร พระพุทธเจ้าได้ตรัสสั่งให้สงฆ์ลงพรหมทัณฑ์แก่พระฉันนะ คือ ไม่พึงว่ากล่าว ไม่พึงโอวาท ไม่พึงสั่งสอน เมื่อถูกพรหมทัณฑ์แล้ว จะสำนึกผิดเอง ครั้นแล้วพระพุทธเจ้าได้ตรัสปัจฉิมโมวาท เตือนว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนเธอทั้งหลาย สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรม เธอทั้งหลาย จงทำหน้าที่ของตนให้สมบูรณ์ ด้วยความไม่ประมาทเถิด ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานแล้ว ในลำดับแห่งการพิจารณาองค์แห่งจตุถฌาน ก็บังเกิดมหัศจรรย์แผ่นดินใหญ่ไหวสะเทือนสะท้าน เกิดการโลมชาติ ชูชันขันพองสยองเกล้า กลองทิพย์ก็บันลือลั่นในอากาศ พร้อมกับการปรินิพพานของพระพุทธเจ้า บรรดาพุทธบริษัททั้งหลายพากันเศร้าโศก ร่ำไห้ คร่ำครวญถึงพระองค์ พระอานนท์และพระอนุรุทธเถระได้แสดงธรรมเพื่อปลอบโยนมหาชน พุทธศาสนิกชนเมื่อรำลึกถึงการเสด็จปรินิพพานของพระองค์ จึงได้สร้างพระพุทธรูปปางนี้ขึ้น เพื่อบูชาพระพุทธองค์
คาถาสวดบูชา
ยัสสานุภาวะโต ยักขา เนวะ ทัสเสนติ ภิงสะนัง ยัมหิ เจวานุยุญชันโต รัตตินทิวะมะตันทิโต สุขัง สุปะติ สุตโต จะ ปาปัง กิญจิ นะ ปัสสะติ เอวะมาทิคุณูเปตัง ปะริตตันตัมภะณามะ เส ฯ
๔. เกิดวันพุธ กลางวัน
พระปางอุ้มบาตร
๔. เกิดวันพุธ กลางวัน พระประจำวันเกิด
คือ ปางอุ้มบาตร
ลักษณะพระพุทธรูป
พระพุทธรูปปางนี้ อยู่ในพระอิริยาบถยืน ส้นพระบาททั้งสองชิดติดกัน พระหัตถ์ทั้งสองข้างชิดกัน พระหัตถ์ทั้งสองยกประคองบาตรราวสะเอว มีบาตรอยู่ฝ่าพระหัตถ์ในท่าประคอง
ประวัติและความสำคัญ
ประวัติที่เป็นเรื่องราวนั้นสืบเนื่องต่อมาจากพระพุทธรูปปางแสดงอิทธิปาฎิหาริย์ กล่าวคือ เมื่อพระบรมศาสดาเสด็จไปยังพระนครกบิลพัสดุ์ ครั้งแรกทรงทำอิทธิปาฎิหาริย์ เหาะขึ้นไปบนอากาศ ทรมานให้พระประยุรญาติได้ถวายบังคมแล้วเสด็จลงมาประทับนั่ง บนพระบวรพุทธอาสน์ ยังฝนโบกขรพรรษ์ให้ตกลงในท่ามกลางสมาคมพระญาติ แล้วทรงประกาศมหาเวสสันดรชาดก ยกขึ้นเป็นเทศนา ครั้นพระพุทธองค์ทรงแสดงพระธรรมเทศนาจบแล้ว บรรดาพระญาติทั้งหลาย มีพระเจ้าสุทโธทนะพระพุทธบิดาเป็นประธาน ก็ได้เบิกบานปีติปาโมทย์ เปิดพระโอษฐ์แซ่ซ้องสาธุการแล้ว พระญาติทั้งหลายก็กราบทูลลาคืนยังพระราชสถานแห่งตน มิได้มีพระญาติสักองค์หนึ่ง ได้กราบทูลอาราธนาให้ทรงรับอาหารบิณฑบาตรในยามเช้าพรุ่งนี้ แม้แต่พระเจ้าสุทโธทนะ ก็เพียงแต่ทูลลามิได้ทูลอาราธนาเสวยพระกระยาหารเช้า เช่นกัน ด้วยทรงนึกไม่ถึงว่า ธรรมดาพระจะต้องอาราธนา จึงจะได้มารับบิณฑบาตรในบ้านซึ่งเป็นปกติของสามัญชนธรรมดาทั่วไป พระเจ้าสุทโธทนะพระพุทธบิดา ทรงรู้สึกอย่างเป็นพระญาติที่สนิทว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นพระโอรส พระสงฆ์สาวกเหล่านั้นก็เป็นศิษย์ของพระโอรสแล้วพระโอรสจะเสด็จไปไหนเสีย เมื่อไม่มายังพระราชนิเวศน์ของพระองค์ จึงไม่จำเป็นต้องทูลอาราธนา พระเจ้าสุทโธทนะทรงแน่พระทัยเป็นอย่างยิ่งว่า พระบรมศาสดาจะต้องพาพระสาวก ทั้งหลายมาเสวยพระกระยาหารในพระราชนิเวศน์ของพระองค์แน่นอน จึงไม่ทรงทูล อาราธนา ยิ่งไปกว่านั้นยังกลับเห็นว่า หากออกพระกระแสรับสั่งอาราธนา ก็จะกลายเป็นว่า พระบรมศาสดาเป็นคนอื่นมิใช่พระโอรส ครั้นพระเจ้าสุทโธทนะเสด็จถึงพระราชนิเวศน์ จึงโปรดให้พนักงานจัดแจงตกแต่งอาหารอันประณีตเป็นพิเศษไว้พร้อมมูล เพื่อถวายพระบรมศาสดาและพระภิกษุสงฆ์สาวกทั้งมวลในวันพรุ่งนี้ ตลอดเวลาเย็นถึงเวลารุ่งเช้า เมื่อไม่ปรากฏว่ามีใครมาอาราธนาพระบรมศาสดาไปเสวยที่ใดแล้ว พระองค์ก็ทรงพิจารณาว่า พระพุทธเจ้าในปางก่อน เมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระนครของพระพุทธบิดาแล้ว ทรงปฎิบัติอย่างไร ก็ทรงทราบด้วยพระญาณว่า พระพุทธเจ้าในปางก่อนได้เสด็จไปบิณฑบาตรตามลำดับตรอก ครั้นพระพุทธองค์ทรงทราบอย่างนี้แล้ว จึงทรงถือเอาบาตรและจีวรพาภิกษุสงฆ์ เสด็จพระดำเนินไปตามท้องถนนหลวง ปรากฏแก่ประชาราษฏร์ ต่างได้มีโอกาสชมพระบารมี และมีความปีตียินดีประณมหัตถ์นมัสการ นับเป็นครั้งแรกที่ชาวเมืองกบิลพัสดุ์ได้เห็น พระบรมศาสดาทรงอุ้มบาตร เสด็จพระพุทธลีลาโปรดประชาสัตว์ เป็นการเพิ่มพูนความปีติ โสมนัส พระพุทธจริยาตอนนี้เป็นเหตุให้พุทธบริษัทสร้างพระพุทธรูป เรียกว่า ปางอุ้มบาตร
คาถาสวดบูชา
สัพพาสีวะชาตีนัง ทิพพะมันตาทะคัง วิยะ ยันนาเสติ วิสังโฆรัง เสสัญจาปิ ปะริสสะยัง
อาณักเขตตัมหิ สัพพัตถะ สัพพะทา สัพพะปาณิณัง สัพพะโสปิ นิวาเรติ ปะริตตันตัมภะณามะเส ฯ
๘. เกิดวันพุธ กลางคืน
พระปางป่าเลไลย์
๘. เกิดวันพุธ กลางคืน พระประจำวันเกิดคือ ปางป่าเลไลย์
ลักษณะพระพุทธรูป
พระพุทธรูปปางนี้ อยู่ในพระอิริยาบถประทับนั่งบนก้อนศิลา ห้อยพระบาททั้งสองข้างลง ทอดพระบาทเล็กน้อย พระหัตถ์ซ้ายคว่ำวางบนพระชานุซ้าย พระหัตถ์ขวาหงายวางบนพระชานุขวาเป็นกิริยาทรงรับ มีช้างหมอบถือน้ำยื่นถวาย และมีลิงหมอบถือรวงผึ้งถวายอยู่ข้างหน้า
ประวัติและความสำคัญ
ณ เมืองโกสัมพีมีพระภิกษุ ๒ ฝ่ายอยู่ในวิหารเดียวกันคือฝ่ายพระวินัยธร ที่ถือเคร่งครัดทางพระวินัย และฝ่ายพระธรรมธร ที่ถือการแสดงธรรมเป็นใหญ่ แต่ละฝ่ายก็มีลูกศิษย์เป็นบริวารมากมาย วันหนึ่งพระธรรมธรได้เข้าไปในห้องน้ำ ใช้น้ำแล้วเหลือไว้นิดหนึ่ง เมื่อพระวินัยธรเข้าไปเจอน้ำเหลือไว้ จึงได้ตำหนิพระธรรมธร ตัวพระธรรมธรเองก็ได้ยอมรับผิดต่อพฤติกรรมนั้น แต่พระวินัยกลับนำเรื่องเพียงเล็กน้อยนี้เป็นพูดกับอันเตวาสิกของตนว่า พระธรรมธรขนาดทำผิดแล้วยังไม่รู้สึกตัวอีก ต่อมาอันเดวาสิกของพระธรรมธรก็ได้พูดถากถาง ทำนองเดียวกันกับอันเดวาสิกของพระธรรมธร ว่าอาจารย์ของพวกท่านทำผิดแล้วยังไม่รู้อีก น่าละอายนัก ฝ่ายลูกศิษย์ก็นำเรื่องนี้ไป ปรึกษากับพระธรรมธร พระธรรมธรได้ฟังดังนั้น จึงพูดว่าทำไมพระวินัยธรจึงพูดอย่างนี้ เราทำผิดกฎก็ยอมรับผิดและแสดงอาบัติไปแล้ว ไฉนจึงพูดกลับกลอกเช่นนี้เล่าจึงพูดกับอันเตวาสิกว่า พระวินัยธรพูดเท็จและทั้งสองฝ่ายก็ได้เกิดการทะเลาะวิวาทกัน เพราะเหตุเพียงเล็กน้อยเอง เมื่อไม่สามารถจะระงับกันได้ พระพุทธเจ้าได้แสดงเหตุของการแตกแยก และคุณของความสามัคคี แต่ก็หาเชื่อต่อพระพุทธเจ้าไม่ ซ้ำยังแสดงคำพูดที่ไม่เหมาะสมว่า ขอให้พระพุทธเจ้าอยู่เฉยอย่ามายุ่ง พระพุทธองค์เห็นว่าไม่สามารถจะระงับได้ จึงส่งพระโมคคัลลานะ ไปช่วยระงับ แต่ทั้งสองฝ่ายก็ไม่ยอมเชื่อฟัง ทำให้พระพุทธองค์เกิดความเบื่อหน่ายระอาใจต่อเหตุการณ์นี้เป็นอย่างยิ่ง แม้ชาวบ้านเองก็แตกเป็น ๒ ฝ่ายตามพระที่ตนเองนับถือ ส่วนพุทธศาสนิกชนที่มีศีลก็ระอาพากันคว่ำบาตร ไม่ให้การบำรุงพระสงฆ์เหล่านั้น เป็นประวัติศาสตร์ที่น่าสะเทือนใจเป็นอย่างยิ่ง ฝ่ายพระพุทธเจ้าเมื่อเสด็จไปอยู่ ณ ป่าได้มีช้างปาริไลยกะและลิงคอยทำการอุปัฏฐาก มีความพระเกษมสำราญในการอยู่คนเดียว จากเหตุการณ์นี้ ถือว่าเป็นเหตุการณ์อันน่าสลดใจเป็นอย่างยิ่ง ถึงพฤติกรรมของพระ ๒ ฝ่ายในขณะนั้น ไม่เชื่อฟังแม้กระทั้งพระพุทธเจ้า พุทธศาสนิกชนจึงได้สร้างพระปางนี้ขึ้น เพื่อเป็นอนุสรณ์เตือนใจถึงการแตกสามัคคี การทะเลาะวิวาทกัน
คาถาสวดบูชา
สัพพาสีวะชาตีนัง ทิพพะมันตาทะคัง วิยะ ยันนาเสติ วิสังโฆรัง เสสัญจาปิ ปะริสสะยัง
อาณักเขตตัมหิ สัพพัตถะ สัพพะทา สัพพะปาณิณัง สัพพะโสปิ นิวาเรติ ปะริตตันตัมภะณามะเส ฯ
๕. เกิดวันพฤหัสบดี
พระปางตรัสรู้หรือปางสมาธิ
๕. เกิดวันพฤหัสบดี พระประจำวันเกิดคือ ปางตรัสรู้ หรือปางสมาธิ
ลักษณะพระพุทธรูป
พระพุทธรูปปางนี้ อยู่ในพระอิริยาบถประทับนั่งขัดสมาธิราบ พระหัตถ์ทั้งสองหงายวางซ้อนกัน บนพระเพลา คือพระหัตถ์ขวาทับพระหัตถ์ซ้าย พระชงฆ์ขาวทับพระชงฆ์ซ้าย
ประวัติและความสำคัญ
เมื่อพระมหาบุรุษบรมโพธิสัตว์ ทรงกำจัดพญามาร และเสนามารให้ปราชัยด้วยพระบารมี ตั้งแต่เวลาสายัณห์มิทันพระอาทิตย์จะอัสดง ก็ทรงเบิกบานพระทัยได้ปีติเป็นกำลังภายในสนับสนุนเพิ่มพูนแรงปฎิบัติภาวนาให้ยิ่งขึ้น ดังนั้น พระองค์จึงมิได้ทรงพักให้เสียเวลาทรงเจริญสมาธิภาวนาทำจิตใจให้ปราศ จากอุปกิเลสจนจิตสุขุมเข้าโดยลำดับ ไม่ช้าก็ได้บรรลุปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน และจตุตถฌาน อันเป็นส่วนรูปสมบัติตามลำดับ ต่อจากนั้น ก็ทรงเจริญญานอันเป็นองค์ปัญญาชั้นสูง ๓ ประการ ยังองค์พระโพธิญาณให้เกิดขึ้นเป็นลำดับ ตามลำดับแห่งยามสามอันเป็นส่วนราตรี นั้นคือ ในปฐมยาม ทรงบรรลปุพเพนิวาสานุสสติญาณ สามารถระลึกอดีตชาติที่พระองค์ทรงบังเกิดมาแล้วทั้งสิ้นได้ ในมัชฌิมยาม ทรงบรรลุจตูปปาตญาณ หรือทิพจักขุญาณ สามารถหยั่งรู้การเกิด การตาย ตลอดจนการจุติและปฎิสนธิของสัตว์ทั้งหลายได้หมด ในปัจฌิมยาม ทรงบรรลุอาสวักขยญาณ ทรงพระปรีชาสามารถทำอาสวะกิเลสทั้งหลายให้หมดสิ้นไป ด้วยปัญญาพิจารณาในปัจจยาการแห่งปฏิจจสมุปบาท โดยอนุโลมและปฏิโลมทั้งฝ่ายเกิดและฝ่ายดับ สาวไปข้างหน้าและสาวกลับไปมาแล้ว ทรงบรรลุอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในเวลา ปัจจุสสมัยรุ่งอรุโณทัย ทรงเบิกบานพระหฤทัยอย่างสูงสุดในการตรัสรู้อย่างไม่เคยมีมาก่อน ถึงกับทรงเปล่งอุทานเย้ยตัณหา อันเป็นตัวการก่อให้เกิดสงสารวัฏฏทุกข์แก่พระองค์หลายเอนกชาติว่า "นับแต่ตถาคตท่องเที่ยวสืบเสาะหานายช่างเรือนคือตัณหา ตลอดชาติอันจะนับประมาณมิได้ ก็มิได้พบท่านเลย นับแต่นี้ไป ท่านจะทำเรือนให้ตถาคตไม่ได้อีกแล้ว กลอนเรือนเราก็ได้รื้อเสียแล้ว ช่อฟ้าเราก็ทำลายแล้ว จิตของเราปราศจากสังขารเครื่องปรุงแต่งมีกิเลสไปปราศแล้ว เราถึงความดับสิ้นไปแห่งตัณหาแล้ว" ในขณะนั้นมหาอัศจรรย์ก็บังเกิดมีขึ้น กล่าวคือ พื้นมหาปฐพีอันกว้างใหญ่ก็หวั่นไหว พฤกษาชาติทั้งหลายก็ผลิตดอกออกช่องามตระการตา เทพเจ้าทุกข์ชั้นฟ้าก็แซ่ซ้องสาธุการโปรยปรายบุปผามาลัยทำสักการะบูชา เปล่งวาจาว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นแล้วในโลก ด้วยปีติยินดีเป็นเหตุอัศจรรย์ที่ไม่เคยมีมาก่อน เรื่องนี้จึงเป็นมูลเหตุให้มีการสร้างพระพุทธรูปปางตรัสรู เพื่อเป็นพุทธานุสสติ ฉะนี้แล
คาถาสวดบูชา
ปูเรนตัมโพธิสัมภาเร นิพพัตตัง โมระโยนิยัง เยนะ สังวิหิตารักขัง มหาสัตตัง
วเนจรา จิรัสสัง วายะมันตาปิ เนวะ สักขิงสุ คัณหิตุง ฯ
๖. เกิดวันศุกร์
พระปางรำพึง
๖. วันศุกร์ พระประจำวันเกิดคือ ปางรำพึง
ลักษณะพระพุทธรูป
พระพุทธรูปปางนี้ อยู่ในพระอิริยาบถยืน พระหัตถ์ทั้งสองประสานยกขึ้นประทับที่พระอุระ พระหัตถ์ขวาทับพระหัตถ์ซ้าย พระบาททั้งสองประทับยืนชิดติดกัน
ประวัติและความสำคัญ
เมื่อตปุสสะและภัลลิกะ ๒ พาณิชกราบทูลลาไปแล้ว พระพุทธองค์เสด็จกลับจากร่มไม้ราชายตนะ ไปประทับเสวยวิมุตติสุข ณ ร่มไม้อชลปาลนิโครธอีกครั้งหนึ่ง และทรงรำพึงถึงธรรม ที่พระองค์ได้ตรัสรู้แล้วนั้นว่า เป็นธรรมประณีตละเอียดสุขุมคัมภีรภาพ ยากที่บุคคลจะรู้ได้ ทำให้ท้อแท้พระทัยถึงกับทรงดำริจะไม่แสดงธรรมแก่มหาชน ครั้งนั้น ท้าวสหัมบดีพรหม ทราบวาระจิตของพระพุทธองค์ จึงร้องประกาศชวนเทพยดาทั้งหลาย พากันไปเฝ้าพระพุทธองค์ยังที่ประทับ ฯ ควงไม้อชปาลนิโครธ ถวายอภิวาทแล้วกราบ ทูลอาราธนาพระพุทธองค์ ขอให้ทรงแสดงธรรมโปรดประชาชน เพื่อบุคคลผู้มีธุลีในนัยน์ตาน้อย ทั้งมีอุปนิสสัยอันจะเป็นพุทธสาวก จะได้ตรัสรู้ธรรมบ้าง พระพุทธองค์ทรงรำพึงถึงธรรมเนียม ของพระพุทธเจ้าทั้งหลายแต่ปางก่อนว่า ได้ตรัสรู้แล้วย่อมทรงแสดงธรรมโปรดประชาชนทั้งหลาย ประดิษฐานพระพุทธศาสนาให้แผ่ไพศาล เพื่อประโยชน์สุขแก่ปัจฉิมชนผู้เกิดมาภายหลัง แล้วจึงเสด็จปรินิพพาน จึงได้น้อมพระทัยไปในอันแสดงธรรมโปรดเวไนยสัตว์ในโลก แล้วพระพุทธองค์ ทรงพิจารณาอีกว่า จะมีผู้รู้ถึงธรรมนั้นบ้างหรือไม่ ก็ทรงทราบถึงอุปนิสัยของบุคคลทั้งหลาย ในโลกนี้ย่อมมีต่าง ๆ กัน คือ ทั้งประณีต ปานกลางและหยาบ ที่มีนิสัยดีมีกิเลสน้อยเบาบาง มีบารมีที่ดีสั่งสมอบรมมาแล้ว ซึ่งพอจะตรัสรู้ธรรมตามพระองค์ได้ก็มีอยู่ ผู้มีอินทรีย์ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิปัญญากล้าก็มี ผู้มีอินทรีย์อ่อนก็มี เป็นผู้จะพึงสอนให้รู้ได้โดยง่ายก็มี เป็นผู้จะพึงสอนให้รู้ได้โดยยากก็มี เป็นผู้สามารถจะรู้ได้ก็มี เป็นผู้ไม่สามารถจะรู้ได้ก็มี บุคคลจึงเปรียบเหมือนดอกบัวที่เกิดในน้ำเจริญในน้ำ น้ำเลี้ยงอุปถัมภ์ไว้ บางเหล่ายังจมอยู่ในน้ำ บางเหล่าอยู่เสมอน้ำ บางเหล่าขึ้นพ้นน้ำแล้วในดอกบัว ๓ เหล่านั้น ดอกบัวที่ขึ้นพ้นน้ำแล้วนั้นคอยสัมผัสรัศมีพระอาทิตย์อยู่จักบาน ณ เช้าวันนี้ ดอกบัวที่ตั้งอยู่เสมอน้ำ จักบาน ณ วันพรุ่งนี้ ดอกบัวที่ยังไม่ขึ้นจากน้ำ ยังอยู่ภายในน้ำ จักบานในวันต่อ ๆ ไป ดอกบัวที่จะบานมีต่างชนิดฉันใด เวนัยสัตว์ที่จะตรัสรู้ธรรมก็มีต่างกัน ฉันนั้นเหมือนกัน คือ ผู้มีกิเลสน้อยเบาบาง มีอินทรีย์แก่กล้า เป็นผู้ที่พึงสอนให้รู้ได้โดยง่าย และอาจจะรู้ธรรมพิเศษนั้นได้โดยฉับพลัน ผู้มีคุณสมบัติเช่นนั้นเป็นประมาณปานกลาง เมื่อได้รับอบรมในปฏิปทาอันเป็นบุพพาค จนมีอุปนิสสัยแก่กล้าดังกล่าว แต่ยังอ่อน ก็ยังควรได้รับการแนะนำในธรรมเบื้องต่ำต่อไปก่อนเพื่อบำรุงอุปนิสัย เมื่อเป็นเช่นนี้ พระธรรมเทศนาของพระองค์คงไม่ไร้ผล จักยังประโยชน์ให้สำเร็จแก่คน ทุกหมู่เหล่า เว้นแต่จำพวกปทปรมะ ซึ่งมิใช่เวไนย คือ ไม่รับการแนะนำ ซึ่งเปรียบด้วยดอกบัวอ่อน อันจะเป็นภักษาหารของปลาและเต่าต่อไป ครั้นพระพุทธองค์ทรงพิจารณาด้วยพระปรีชาญาณ หยั่งทราบเวไนยสัตว์ผู้จะรับประโยชน์จากพระธรรมเทศนาแล้ว ก็ทรงอธิษฐานพระหฤทัยในอันจะแสดงธรรมสั่งสอนไวไนยสัตว์ และตั้งพุทธปณิธานจะใคร่ดำรงพระชนม์อยู่จนกว่าจะได้ประกาศพระพุทธศาสนา ให้แพร่หลายประดิษฐานให้มั่นคงสำเร็จประโยชน์แก่ชนนิกรทุกหมู่เหล่าต่อไป พระพุทธจริยาที่ทรงรำพึงถึงธรรมที่จะแสดงโปรดชนนิกรผู้เป็นเวไนยบุคคลนั้นแล เป็นเหตุให้สร้างพระพุทธรูปที่เรียกว่า ปางรำพึง
คาถาสวดบูชา
อัปปะสันเนหิ นาถัสสะ สาสะเน สาธุ สัมมะเต อะมะนุสเนหิ จัณเฑหิ สะทา กิพพิ
สะการิภิ ปะริสานัญจะ ตัสสันนัง มะหิงสายะ จะ คุตติยา ยันเทเสหิ มะหาวีโร ปะริตตันตัมภะณามะ เห ฯ
๗. เกิดวันเสาร์
พระปางนาคปรก
๗. เกิดวันเสาร์ พระประจำวันเกิดคือ ปางนาคปรก
ลักษณะพระพุทธรูป
พระพุทธรูปปางนี้ อยู่ในพระอิริยาบถนั่งขัดสมาธิราบ ทรงหงายพระหัตถ์ทั้งสองแบวางซ้อนกัน บนพระเพลา พระหัตถ์ขวาซ้อนทับพระหัตถ์ซ้าย มีพญานาคแผ่พังพานปกคลุมเบื้องพระเศียร
ประวัติและความสำคัญ
ครั้นพระพุทธองค์เสด็จประทับเสวยวิมุตติสุข ณ ร่มไม้อชปาลนิโครธสิ้น ๗ วัน แล้วพระองค์ก็เสด็จไปประทับนั่งเสวยวิมุตติสุขยังร่มไม้จิก อันมีชื่อว่า มุจจลินท์ ซึ่งตั้งอยู่ด้านทิศอาคเนย์ของต้นพระศรีมหาโพธิ์ วันนั้นเกิดฝนตกพรำอยู่ไม่ขาดสายตลอด ๗ วัน พญานาคมุจจลินท์ ผู้เป็นราชาแห่งนาค ได้ออกจากนาคพิภพ ทำขนดล้อมพระวรกาย ๗ ชั้น แล้วแผ่พังพานใหญ่ปกคลุมเบื้องบน เหมือนกั้นเศวตฉัตรถวายพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยความประสงค์มิให้ฝนและลมหนาวสาดต้องพระวรกาย ทั้งป้องกันเหลือบ ยุง บุ้ง ร่าน ริ้น และสัตว์เลื้อยคลานทั้งมวลด้วย ครั้งฝนหายแล้ว พญามุจจลินท์นาคราช จึงคลายขนดจากที่ล้อมพระวรกาย พระพุทธเจ้า จำแลงเพศเป็นมาณพน้อยยืนทำอัญชลีถวายนมัสการพระพุทธองค์ ในที่เฉพาะพระพักตร์ ลำดับนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงเปล่งอุทานว่า สุโข วิเวโก ตุฏฺฐัสสะ สุตะธัมมัสสะ ปัสสะโต อัพยาปัชชัง สุขัง โลเก ปาณะภูเตสู สัญญะโม สุขา วิราคะตา โลเก กามานัง สะมะติกฺกะโม อัสมิมานัสสะ วินะโย เอตัง เว ปะระมัง สุขัง ฯ ความว่า ความสงัดเป็นสุขของบุคคลผู้มีธรรมอันได้สดับแล้ว รู้เห็นสังขารทั้งปวงตามเป็นจริงอย่างไร ความเป็นคนไม่เบียดเบียน คือความสำรวมในสัตว์ทั้งหลาย และความเป็นคนปราศจากความกำหนัด คือความก้าวล่วงกามทั้งปวงเสียได้ เป็นสุขในโลกความนำออกเสียซึ่งอัสมินมานะ คือความถือตัวตนให้หมดได้นี้เป็นสุขอย่างยิ่ง พระพุทธจริยาที่เสด็จประทับนั่งเสวยวิมุตติสุข ภายในวงขนดของพญานาคมุจจลินท์นาคราชที่ขดแวดล้อ

วันอังคารที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ขอบข่ายหลักสูตร

แผนกธรรมศึกษาชั้นตรี  โท  และ  เอก 
ประจำปี  (๒๕๔๖-๒๕๕๓)


ขอบข่ายเนื้อหาหลักสูตร

ธรรมศึกษา ชั้นตรี – โท – เอก

สำนักงานแม่กองธรรมสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๖-๒๕๕๓
------------------------------------


๑. วิชาเรียงความแก้กระทู้ธรรม

ธรรมศึกษาชั้นตรี

ใช้หนังสือพุทธสุภาษิต เล่ม ๑

ในชั้นนี้ กำหนดขอบข่ายการออกข้อสอบไว้ ๕ หมวด คือ

๑. หมวดทานวรรค ๒. หมวดศีลวรรค

๓. หมวดสติวรรค ๔. หมวดปาปวรรค

๕. หมวดปุญญวรรค

๒. วิชาธรรม

ธรรมศึกษาชั้นตรี

หมวดธรรมที่กำหนดให้เรียน

ทุกะ หมวด ๒

ธรรมมีอุปการะมาก ๒ ธรรมเป็นโลกบาล ๒

ธรรมอันทำให้งาม ๒ บุคคลหาได้ยาก ๒

ติกะ หมวด ๓

รตนะ ๓ คุณของรตนะ ๓

โอวาทของพระพุทธเจ้า ๓ ทุจริต ๓

สุจริต ๓ อกุศลมูล ๓

กุศลมูล ๓ สัปปุริสบัญญัติ ๓

บุญกิริยาวัตถุ ๓


จตุกะ หมวด ๔

วุฒิ ๔ จักร ๔

อคติ ๔ ปธาน ๔

อธิษฐานธรรม ๔ อิทธิบาท ๔

ควรทำความไม่ประมาทในที่ ๔ สถาน อริยสัจ ๔

พรหมวิหาร ๔

ปัญจกะ หมวด ๕

อนันตริยกรรม ๕ อภิณหปัจจเวกขณ์ ๕

ธัมมัสวนานิสงส์ ๕ พละ ๕

มิจฉาวณิชชา ๕ ขันธ์ ๕

ฉักกะ หมวด ๖

ควรวะ ๖ สารานิยธรรม ๖

สัตตกะ หมวด ๗

อริยทรัพย์ ๗ สัปปุริธรรม ๗

อัฏฐกะ หมวด ๘

โลกธรรม ๘

ทสกะ หมวด ๑๐

บุญกิริยาวัตถ ๑๐

ภาคคิหิปฏิบัติ

จตุกกะ

ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ ๔ สัมปรายิกกัตถประโยชน์ ๔

มิตรปฎิรูป ๔ มิตรแท้ ๔

สังคหวัตถุ ๔ ธรรมของฆราวาส ๔

ปัญจกะ

มิจฉาณวิชา ๕ สมบัติของอุบาสก ๕

ฉักกะ

ทิศ ๖ อบายภูมิ

ขอบข่ายเนื้อหาหลักสูตร

ธรรมศึกษา ชั้นตรี – โท – เอก

สำนักงานแม่กองธรรมสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๖

------------------------------------

๑. วิชาเรียงความแก้กระทู้ธรรม

ธรรมศึกษาชั้นโท

ใช้หนังสือพุทธสุภาษิต เล่ม ๒

ในชั้นนี้ กำหนดขอบข่ายในการออกข้อสอบไว้ ๕ หมวด คือ

๑. หมวดอัตตวรรค ๒. หมวดกัมมวรรค

๓. หมวดขันติวรรค ๔. หมวดปัญญาวรรค

๕. หมวดเสวนาวรรค

๒. วิชาธรรม

ธรรมศึกษาชั้นโท

หมวดธรรมที่กำหนดให้นักเรียน

ทุกะ หมวด ๒

กัมมัฎฐาน ๒ กาม ๒

บูชา ๒ สุข ๒ (กายิกสุข – เจตสิกสุข)

ปฎิสันถาวร ๒

ติกะ หมวด ๓

อกุศลวิตก ๓ กุศลวิตก ๓

อัคคิ ๓ อธิปเตยยะ ๓

ญาณ ๓ (สัจจญาณ) ตัณหา ๓

ปาฎิหาริยะ ๓ ปิฏก ๓

พุทธจริยา ๓ วัฎฎะ๓

สิกขา ๓

จตุกกะ หมวด ๔

อปัสเสนธรรม ๔ อัปปมัญญา ๔

พระอริยบุคคล ๔ โอฆะ ๔

กิจใจอริยสัจ ๔ บริษัท ๔

บุคคล ๔ มรรค ๔

ผล ๔

ปัญจกะ หมวด ๕

อนุปุพพิกถา ๕ มัจฉริยะ ๕

มาร ๕ เวทนา ๕

ฉักกะ หมวด ๖

จริต ๖ ธรรมคุณ ๖

สัตตกะ หมวด ๗

วิสุทธิ ๗

อัฎฐกะ หมวด ๘

อวิชา ๘

นวกะ หมวด ๙

พุทธคุณ ๙ สังฆคุณ ๙

ทสกะ หมวด ๑๐

บาระมี ๑๐

ทวาทสกะ หมวด ๑๒

กรรม ๑๒

๓. วิชาอนุพุทธประวัติ

ธรรมศึกษาชั้นโท

วิชาอนุพุทธประวัติ กำหนดให้เรียนประวัติความเป็นมาขอพระสาวกของ

พระพุทธเจ้า จำนวน ๔๐ พระองค์ คือ

๑. พระอัญญาโกณฑัญญะเถระ ๒. พระอุรุเวลกัสสปเถระ

๓. พระสารีบุตรเถระ ๔. พระโมคคัลานะเถระ

๕. พระมหากัสสปะเถระ ๖. พระมหากัจจายนเถระ

๗. พระโมฆราชเถระ ๘. พระราธเถระ

๙. พระปุณณมันตานีบุตรเถระ ๑๐. พระกาฬุทายีเถระ

๑๑. พระนันทเถระ ๑๒. พระราหุลเถระ

๑๓. พระอุบาลีเถระ ๑๔. พระภัททิยเถระ

๑๕. พระอนุรุทธเถระ ๑๖. พระอานันทเถระ

๑๗. พระโสณโกฬิวิสเถระ ๑๘. พระรัฐบาลเถระ

๑๙. พระบิณโฑลภารทวาชเถระ ๒๐. พระมหาปันถกเถระ

๒๑. พระจุลปันถกเถระ ๒๒. พระโสณกุฎิกัณณเถระ

๒๓. พระลกุณฎกภัททิยเถระ ๒๔. พระสุภูติเถระ

๒๕. พระกังขาเรวตเถระ ๒๖. พระโกณฑธานเถระ

๒๗. พระวังคีสเถระ ๒๘. พระปิลินทวัจฉเถระ

๒๙. พระกุมารกัสสปเถระ ๓๐. พระมหาโกฎฐิตเถระ

๓๑. พระโสภิตเถระ ๓๒. พระนันทกเถระ

๓๓. พระมหากัปปินเถระ ๓๔. พระสาคตเถระ

๓๕. พระอุปเสนเถระ ๓๖. พระขทิรวนิยเรวตเถระ

๓๗. พระสีวลีเถระ ๓๘. พระวักกลิเถระ

๓๙. พระพาหิยทารุจิริยเถระ ๔๐. พระพากุลเถระ

๔. วิชาวินัย

ธรรมศึกษาชั้นโท

ธรรมศึกษาชั้นโท กำหนดให้เรียนวิชาวินัย (อุโบสถศีล) เพิ่มอีก ๑ วิชา

ครบในขอบข่ายเนื้อหา ๔ วิชา


ขอบข่ายเนื้อหาหลักสูตร

ธรรมศึกษา ชั้นตรี – โท – เอก

สำนักงานแม่กองธรรมสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๖
------------------------------------

๑. วิชาเรียงความแก้กระทู้ธรรม

ธรรมศึกษาชั้นเอก

ใช้หนังสือพุทธศาสนสุภาษิต เล่ม ๓

ในชั้นนี้ กำหนดขอบข่ายการออกข้อสอบไว้ จำนวน ๕ หมวด คือ

๑. หมวดจิตตวรรค ๒. หมวดธรรมวรรค

๓. หมวดวิริยวรรค ๔. สามัคคีวรรค

๕. หมวดอัปมาทวรรค

๒. ธรรมวิจารณ์

ธรรมศึกษาชั้นเอก

หมวดธรรมที่กำหนดให้เรียน

หนังสือธรรมวิจารณ์ส่วนปรมัตถปฎิปทา

๑. นิพพิทา

๑. ปฎิปทาแห่งนิพพิทา ๒. สังขาร

๓. อนิจจลักขณะ ๔. ทุกขลักขณะ

๕. อนัตตลักขณะ

๒. วิราคะ

๑. ไวพจน์แห่งวิราคะ ๒. วิมุตติ

๓. วิมุตติ ๒ ๔. วิมุตติ ๕

๕. วิสุทธิ ๖. วิปัสสนาญาณ ๙

๗. วิสุทธิ อีกบรรยายหนึ่ง ๘. วิสุทธิ ๗

๙. สันติ ปฎิปทาแห่งสันตินิพพาน

๑. มติแห่งลัทธิภายนอก ๒. มติข้างพระพุทธศาสนา

๓. นิพพานธาตุ ๒ ๔. บาลีแสดงปฎิปทาแห่งนิพพาน

๕. บาลีแสดงอุปาทิเสสนิพพาน ๖. บาลีแสดงอนุปาทิเสสนิพพาน

๗. บาลีแสดงนิพพานทั้ง ๒ บรรยาย ๘. บาลีใช้ ปรินิพพาน หมายอนุปาทิเสส

๙. บาลีใช้ ปรินิพพุต แทน ปรินิพพาน ๑๐. มติปรารถพระพุทธเจ้าหลายพระองค์

๑๑. ปฎิปิทาแห่งนิพพาน

หนังสือสมถกัมมัฎฐาน

หัวใจสมถกัมมัฎฐาน

๑. กายคตาสติ ๒. เมตตา

๓. พุทธานุสติ ๔. กสิณ

๕. จตุธาตุววัตถานะ

สมถภาวนา

พุทธคุณ

หนังสือธรรมสมบัติ

หมวดที่ ๑๐ วิปัสสนากัมมัฎฐาน

๓. วิชาวินัย

กรรมบถ หรือ อาคาริยวินัย

ธรรมศึกษาชั้นเอก

ธรรมศึกษาชั้นเอก กำหนดให้เรียนวิชาวินัย (กรรมบถ หรือ อาคาริยวินัย)

เพิ่มอีก ๑ วิชา ครบในเนื้อหาขอบข่าย วิชาที่กำหนด

ส่วนวิชาพุทธประวัติ ศาสนพิธี เบญจศีล – เบญจธรรม และ วิชาพุทธานุพุทธประวัติ

ไม่มีการเปลี่ยนแปลง

ฝ่ายวิชาการ

สำนักงานแม่กองธรรมสนามหลวง

สำนักงานเจ้าคณะอำเภอเมืองสรวงฝ่ายการศึกษา

ฝ่ายการศึกษา : โทร. ๐๔๓-๕๙๗๑๕๔๐๘๗ - ๒๑๕๔๑๔๑

ฮีต 12 คลอง 14

ประเพณีท้องถิ่น






ประเพณี 12 เดือน ฮิตสิบสองคลองสิบสี่
ประเพณีเดือน 12 เดือน
          1.เดือนเจียง (เดือนอ้าย) นิมนต์สังฆเจ้าเข้ากรรมฯ ชาวบ้านเลี้ยงผีแถน และผีต่างๆ (บรรพบุรุษหรือวีรบุรุษผู้ล่วงลับ) การนิมนต์พระสงฆ์เข้ามาปริวาสกรรม หรือเข้ากรรมนั้น เป็นพิธีกรรมเพื่อให้พระภิกษุผู้กระทำความผิดได้สารภาพต่อหน้าคณะสงฆ์(มิใช้การล้างบาป) เป็นการฝึกความรู้สึกสำนึกวิจัยความผิดบกพร่องของตัว ซึ่งตรงกันข้ามกับสังคมสมัยนี้มีแต่โพนทนาถึงความชั่วความผิดของผู้อื่นข้าง เดียว
         2. เดือน 2 (เดือนยี่) ทำบุญ "คูนข้าว" มีพระสวดมนต์ฉันข้าวเช้า เพื่อเป็นศิริมงคลแก่ข้าวเปลือก เมื่อพระฉันเช้าแล้วก็ทำพิธีสู่ขวัญข้าว (ทำขวัญหรือสูตรขวัญข้าว) นอกจากนั้นในเดือนนี้ชาวบ้านจะต้องตระเตรียมสะสมเชื้อเพลิงหาฟืนและถ่านมา ไว้ในบ้าน 2
        3.เดือนสาม มื้อเพ็ง ทำบุญข้าว จี่ และบุญมาฆะบูชา เริ่มพิธีทำบุญข้าวจี่ในตอนเช้า โดยใช้ข้าวเหนียวปั้นหุ้มน้ำอ้อยนำไปปิ้งหรือจี่พอเกรียม แล้วชุบด้วยไข่ ลนไฟจนสุกแล้วใส่ภาชนะไปตั้งไว้ในหัวแจก(ศาลาวัด) นิมนต์พระรับศีลแล้วเอาข้าวจี่ใส่บาตร นำถวายแด่พระสงฆ์พร้อมด้วย อาหารอื่น เมื่อพระฉันเสร็จแล้วมีการแสดงพระธรรมเทศนา ข้าวจี่ที่เหลือจากพระฉันแล้วแบ่งกันรับประทานถือว่าจะมีโชคดี
        4.เดือน สี่ บุญพระเวสฟังเทศมหาชาติ มูลเหตุเนื่องมาจากพระคัมภีร์มาลัยหมื่น และมาลัยแสนว่า ถ้าผู้ใดปรารถนาที่จะได้พบพระศรีอริยะเมตไตย์ หรือ เข้าถึงศาสนาพระพุทธองค์แล้ว จงอย่าฆ่าบิดามารดา สมณพราหมณาจารย์ อย่ยุยงให้พระสงฆ์แตกสามัคคีกัน กับให้อุตส่าห์ฟัง พระธรรมเทศนาเรื่องพระมหาเวสสันดรชาดกให้จบสิ้นภายในวันเดียวเป็นต้น ในงานบุญนี้มักจะมีผู้นำของมาถวายพระซึ่งเรียกว่า "กัณฑ์หลอน " หรือถ้าเจาะจงจะถวายเฉพาะพระนักเทศน์ที่ตนนิมนต์มาก็เรียกว่า "กัณฑ์จอบ" เพราะต้องแอบซุ่มดูให้แน่เสียก่อน
      5. เดือน ห้า ทำบุญขึ้นปีใหม่ไทยหรือตรุษ สงกรานต์สรงน้ำพระพุทธรูป ไปเก็บดอกไม้ป่ามาบูชาพระ ในระหว่างบุญนี้ทุกคนจะหยุดงานธุรกิจประจำวัน โดยเฉพาะ มีวันสำคัญดังนี้
            วันสังขารล่วง  เป็นวันแรกของงานจะนำพระพุทธรูปลงมาทำความสะอาดและตั้งไว้ ณ สถานที่อันสมควรแล้วพากันสรงพระด้วยน้ำหอม
           วันสังขารเน่า เป็นวันที่สองของงาน พากันทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่บิดามารดา และญาติที่ล่วงลับไปแล้ว
           วันสังขารขึ้น เป็นวันที่สามของงาน ทำบุญตักบาตรถวายภัตตราหารแด่พระ-เณร แล้วทำการคารวะแก่บิดามารดาและคนแก่ ส่งท้ายด้วยมีพิธีบายศรีสู่ขวัญ แล้วใช้น้ำที่เหลือจากการรดน้ำให้ผู้ใหญ่ นำมารดน้ำให้แก่ผู้มาร่วมงานภายหลังจึงแผลงมาเป็นวิ่งไล่สาดน้ำทาแป้ง กลั่นแกล้งกัน
      6.เดือนหก ทำบุญวันวิสาขบูชา มีการเทศน์ตลอดวันตอนกลางคืนมีการเวียนเทียน ในเดือนนี้มีงานบุญสำคัญอีกคือบุญสัจจะก่อน จะลงมือทำนาซึ่งเป็นงานหนักประจำปี นอกจากนี้ก็จะมีการบวชนาคพร้อมกันไปด้วย ตอนกลางคืนมักจะมีการตีกลองเอาเสียงดังแข่งกันเรียกว่า "กลองเส็ง" บางตำราก็ว่าต้องมีพิธีสรงน้ำพระพุทธรูปฝ่ายเหนือ และฝ่ายใต้ ตลอดจนมีการถือน้ำพระพิพัฒน์ต่อพระพุทธเจ้า ตลอดจนมีการถือน้ำพระพิพัฒน์ต่อพระพุทธเจ้า พระพรมเจ้า พระสงฆเจ้า และต่อแผ่นดิน
      7..  เดือนเจ็ด ทำบุญบูชาเทวดาอารักษ์ หลักเมือง(วีรบุรุษ) ทำการเซ่นสรวงหลักเมือง หลักบ้าน ผีพ่อแม่ ผีปู่ตา ผีเมือง(บรรพบุรุษ) ผี ตาแฮก(เทวดารักษาไร่นา)ทำนองเดียวกับแรกนาขวัญ ซึ่งเป็นพิธีกรรมก่อนจะมีกิจกรรมทำนา สรุปแล้วคือให้รู้จักคุณของผู้มีคุณ และสิ่งที่มีคุณจึงเจริญ
     8. เดือนแปด ทำบุญเข้าพรรษา ทำบุญตักบาตรถวายภัตตาหารเช้าและเพลแก่พระสงฆ์ บ่ายมีการฟังพระธรรมเทศนา กับมีการป่าวร้องให้ชาวบ้านนำขี้ผึ่งมาหล่อเทียนใหญ่น้อย สำหรับจุดไว้ในโบสถ์เป็นพุทธบูชาตลอดฤดูกาลเข้าพรรษา ในเมืองหลวงมีการถวาย "เทียนจำ" แก่อารามสำคัญ
     9. เดือนเก้า ทำบุญข้าวประดับดิน โดยนำข้าวและอาหารคาวหวาน พร้อมทั้งหมากพลูบุหรี่ห่อด้วยใบตองกล้วยแล้วนำไปไว้ตามต้นไม้และพื้นหญ้า เพื่ออุทิศให้แก่บรรดาญาติผู้ล่วงลับไปแล้วโดยกำหนดทำในวันแรมสิบสี่ค่ำเดือนเก้าต่อมาภายหลังนิยมถวายภัตตาหารแก่พระสงฆ์สามเณร แล้วอุทิศให้แก่ผู้ตายด้วยการหยาดน้ำ(ตรวจน้ำ) ทั้งนี้ เกิดจากความเชื่อตามนิทานชาดก และเป็นที่มาของการทำบุญ "แจกข้าว" ด้วย
   10.เดือนสิบ ทำบุญข้าวสากหรือข้าวสลาก(สลากภัตร) ในวันเพ็ญ เป็นการอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ตายเช่นเดียวกับบุญข้าวประดับดิน โดยมีเวลาห่างกัน 15 วัน เป็นระยะเวลาที่พวกเปรตจะต้องกลับไปเมืองนรก(ตามนิทานชาดก) โดยผู้ที่จะถวายทานเขียนชื่อของตนไว้ที่ภาชนะ ที่ใส่ของทานไว้ แล้วเขียนชื่อของตนใส่กระดาษอีกนำไปใส่ลงในบาตร เมื่อภิกษุสามเณรรูปใดจับ ได้สลากของผู้ใดก็จะเรียกให้เจ้าของสลากนำเอาของถวาย ครั้นพระเณรฉันแล้วก็ประชุมกันฟังเทศน์ บรรยายนิทานวัตถุและภาษิตต่างๆ ทั้งอานิสงส์สลากภัตรด้วย ชั่ววันกับคืนหนึ่งจึงเลิก
   11.เดือนสิบเอ็ด ทำบุญออกพรรษา หรือสังฆเจ้าออกวัสสาปวารณาฯ มีการตามประทีปโคมไฟเรียกว่าทำบุญจุดประทีป ถ้าไม่ใช้โคมแก้วโคมกระดาษก็มักขูดเปลือกลูกตูมกาให้ใส่ หรือขูดเปลือกลูกฟักทองให้ใสบางใช้น้ำมันมะเยาหรือมะพร้าวมีไส้ลอยอยู่หรือมะพร้าวมีไส้ลอยอยู่มีหูหิ้วแล้วนำไปแขวนไว้ตามต้นไม้เต็มวัด     นอกจากนั้นบางหมู่ก็ทำรั้วลดเลี้ยวไปเรียกว่าคิรีวงกฏ และมีการทำปราสาทผึ้งถวายพระด้วย
   12.เดือนสิบสอง เป็นเดือนส่งท้ายปีเก่าตามคติเดิม มีการทำบุญกองกฐิน ซึ่งเริ่มตั้งแต่วันแรมหนึ่งค่ำเดือนสิบเอ็ดถึงกลางเดือนสิบส่งแต่ ชาวอิสานครั้งก่อนนิยมเริ่มทำตั้งแต่ข้างขึ้นเดือนสิบสอง จึงมักจะเรียกบุญกฐินว่าเป็นบุญเดือนสิบสอง มีทั้งมหากฐิน(กองใหญ่) และบุญจุลกฐิน(กองเล็ก)ซึ่งทำกันโดยรีบด่วน อัฎฐะบริขารที่จำเป็นต้องทอดเป็นองค์กฐินจะขาดมิได้คือบาตร สังฆาฏิจีวร สะบง มีดโกนหรือมีออตัดเล็บ สายรัดประคตผ้ากรองน้ำ และเข็ม นอกจากนั้นเพียงเป็นองค์ประกอบ
            หลังจากวันเพ็งเดือนสิบสองแล้ว จะถอดกฐินอีกไม่ได้ จึงต้องทำบุญกองบัง(บังสุกุลหรือทอดผ้าป่า) และ ทำบุญกองอัฎฐะ คือการถวายอัฎฐฐะบริขารแปดอย่างแก่พระสงฆ์   บุญเดือนสิบสองที่สำคัญสำหรับชาวชุมชน ที่อยู่ริมแม่น้ำคือการ"ซ่วงเฮือ"(แข่งเรือ)เพื่อบูชาอุชุพญานาค15 ตระกูล รำลึกถึงพระยาฟ้างุ่มที่นำพระไตรปีฎกขึ้นมาแต่เมืองอินทปัดถะนคร(เขมร)
    คลอง 14
 คลอง สิบสี่ คองหรือคลอง ครรลองได้แก่แนวทางหรือกรอบกติกาที่พึงใช้เป็นหลักปฎิบัติ มี 2 ตำราคือ แบบหนึ่ง สำหรับบุคคลธรรมดาประพฤติปฎิบัติเป็นกิจวัตร ในระหว่างครอบครัวผัวเมีย บ้านเรือนหรือต่อพระศาสนา แบบสอง สำหรับท้าวพระยาผู้ครองบ้านเมือง ต้องประพฤติปฎิบัติเป็นกิจวัตรด้วย (ยกตัวอย่างที่ใช้ทั่วคือสำหรับบุคคลธรรมดา)
คลอง 1 เมื่อข้าวกล้าเป็นรวง เป็นหมากแล้ว อย่ากินก่อน ให้นำไปทำบุญ ทำทานแก่ ผู้มีศิลกินก่อน แล้วจึงกินภายหลัง
คลอง 2 ื่อย่าโลภล่าย ตายอย ถอยต่ชั่ง อย่าจ่ายเงินแดง แปลเงินคว้าง และอย่ากล่าวคำอยาบช้ากล้าแข็งต่อกัน
คลอง 3 ให้พร้อมกันเฮ็ดฮั้ว กำแพง รอบวัดและบ้านเรือนแห่งตน แล้วปลูกหอบูชาไว้สี่แจบ้าน และเฮือน
คลอง 4 เมื่อจะขึ้นเฮือน เข้าบ้าน ให้ล้างตีน เช็ดท้าว ก่อนขึ้นเรือน
คลอง 5 เมื่อถึงวันศิล ให้ขอขมาก้อนเส้า แม่คีไฟ หัวขั้นใด และประตู ที่ตนอาศัยอยู่
คลอง 6 เมื่อจะนอนให้เอาน้ำล้างท้าวก่อนนอน
คลอง 7 เมื่อถึงวันศิล ให้เอาดอกไม้ ธูปเทียน ขอขมา ผัวแห่งตน และเมื่อไปวัดให้แต่งดอกไม้ ธูปเทียนถวายพระสังฆะเจ้า
คลอง 8 ถึงวันศิลดับ เพ็ง ให้นิมนต์พระสังฆะเจ้า มาสูตร มุงคุลเฮือน และทำบุญใส่บาตรถวายท่าน
คลอง 9 เมื่อภิกขุมาบินฑบาตรนั้น อย่าให้ ท่านรอนาน เวลาใส่บาตร อย่าถูกบาตร และไม่สวมรองท้าว ไม่เอาผ้าปกหัว ไม่อุ้มหลาน ไม่พกอาวุธ
คลอง 10 เมื่อภิกขุเข้าปริวาสกรรม ชำฮะเบื่องต้นแล้ว ให้แต่งขันดอกไม้ธูปเทียน และเครื่องอัฎบริขารไปถวายท่าน
คลอง 11 เมื่อเห็นพระภิกขุสังฆะเจ้ามา ให้นั้งลงยกมือไหว้ก่อนแล้วจึงค่อยเจรจา
คลอง 12 อย่าเหยียบย่ำเงา พระภิกขุ คนมีศิลบริสุทธิ์
คลอง 13 อย่าเอาอาหารที่ตนกินแล้ว ไปทาน ให้พระสังฆะเจ้าและอย่าเอาไว้ให้ผัวกิน จะกลายเป็นบาป ได้ในชาติหน้ามีแต่แนวบ่อดี
คลอง 14 อย่าเสพเมถุน กามคุณ ในวันศีล วันเข้าพรรษา ออกพรรษา วันสงกรานต์ ถ้าดื้อเฮ็ด ได้ลูกมาจะบอกสอนยาก

ธรรมสนามหลวง

ประกาศผลสอบธรรมสนามหลวง

โรงเรียนสุเทพนครวิช

ประวัติความเป็นมาของโรงเรียน

      
ประวัติโรงเรียนสุเทพนครวิช
พระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา  กลุ่มที่ ๑๐
โรงเรียนสุเทพนครวิช เป็นโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา สังกัดสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งมีพระวิสุทธาจารคุณ น.ธ. เอก ป.ธ. ๕ อดีตเจ้าอาวาสวัดเมืองสรวงเก่าและรองเจ้าคณะจังหวัดร้อยเอ็ด ขออนุญาตทำการเปิดโรงเรียนในวันที่ ๑๖ เดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๔ ซึ่งมีพระราชปรีชาญาณมุนี เจ้าคณะจังหวัดร้อยเอ็ด เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นายชวริต ธูปตาก้อง เป็นประธานฝ่ายฆราวาส พร้อมด้วยนายอาคม มีชัย ได้ใช้อาคารจตุรมุข (วัดเมืองสรวงเก่า) เป็นสถานที่ทำการเรียนการสอน ในปีการศึกษา ๒๕๓๔ เปิดชั้นเรียนมัธยมศึกษาตอนต้อน (ม.๑) มีนักเรียน ๔๒ รูป โรงเรียนได้ครับอนุญาตจัดตั้งเมื่อวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๓๔ และได้ใช้ในการตอบแทนครู- อาจารย์ผู้สอนตามสัดส่วน โดยใช้ทุนของทางวัดเป็นจำนวนเงิน ๑๖๐,๐๐๐ บาท
            อนึ่ง โรงเรียนสุเทพนครวิช ได้ขอเปิดขยายทำการเรียนการสอนมัธยมตอนปลาย ในปี พ.ศ. ๒๕๓๘ และได้รับอนุญาตในปี พ.ศ. ๒๕๓๙ อีกแผนกหนึ่งได้เป็นสำนักสอนนักธรรมบาลีอย่างจริงจัง และมีพระภิกษุ สามเณร เข้าเรียนเข้าศึกษาเป็นจำนวนมาก สร้างผลงานเป็นที่เด่นดังผลิตมหาเปรียญมากมาย จนได้รับแต่งตั้งเป็นสำนักเรียนของจังหวัดจนถึงปัจจุบัน เป็นทางเลือกอีกแห่งหนึ่งสำหรับพระภิกษุ สามเณร ปัจจุบันสถานศึกษา ได้ผ่านรับรองการประเมินคุณภายนอกสถานศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน
            เกียรติยศ ชื่อเสียง และผลงาน/ โครงการดีเด่นของสถานศึกษา
เข้าร่วมการแข่งขันทักษะทางวิชาการ ครั้งที่ ๑ กลุ่มโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา ปีการศึกษา ๒๕๔๙ ที่พระธาตุนาดูน จังหวัดมหาสารคาม ได้รับรางวัลดังนี้
- ได้รองชนะเลิศอันดับ ๑ การกล่าวสุนทรพจน์ ม.ต้น และ ชนะเลิศ การกล่าวสุนทรพจน์ ม. ปลาย
- ได้รองชนะเลิศอันดับ ๒ การใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์
ได้เข้าร่วมการแข่งขันทักษะทางวิชาการ ครั้งที่ ๒ กลุ่มโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา ปีการศึกษา ๒๕๕๐ ที่วัดพระธาตุพนม จังหวัดนครพนม ได้รับรางวัลดังนี้
-ได้ชนะเลิศ การแข่งขันทักษะวิชาการ ๕ กลุ่มสาระ ช่วงชั้นที่ ๓ และช่วงชั้นที่ ๔
- ได้ชนะเลิศ การใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์(โปรแกรมการเขียนเว็บไซด์) ช่วงชั้นที่ ๔
- ได้รองชนะเลิศอันดับ ๑ การแข่งขันบรรยายธรรม ช่วงชั้นที่ ๓
-ได้รองชนะเลิศอันดับ ๒ การใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ช่วงชั้นที่ ๓
- ได้รองชนะเลิศอันดับ ๒ การแข่งขันแต่งกลอนสด ช่วงชั้นที่ ๔
ได้เข้าร่วมการแข่งขันทักษะทางวิชาการระดับประเทศ ครั้งที่๑ กลุ่มโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา ปีการศึกษา ๒๕๕๐ ที่มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้รับรางวัลดังนี้
- ได้รางวัลรองชนะเลิศอันดับ ๑ การแข่งขันการเขียนโปรแกรมเว็บไซด์ของโรงเรียน
              
วิสัยทัศน์ (VISION)
โรงเรียนสุเทพนครวิช จะมุ่งมั่นพัฒนาให้ผู้เรียนทุกรูปเป็นคนดี
คนเก่ง และเป็นผู้มีวินัย ใฝ่ความรู้ คู่คุณธรรม
พร้อมก้าวสู่สังคมโลกอย่างมีความสุข
พันธกิจ
พัฒนาผู้เรียน ให้เก่ง ดี มีสุข
วิชาการ เทคโนโลยีทันสมัย
เป็นศาสนทายาทที่พึงประสงค์

คติพจน์ของโรงเรียน
ความสามัคคีของหมู่คณะนำสุขมาให้

เป้าหมาย
รู้จักตนเองพึ่งตนเองได้ นำความรู้ความสามารถ
ไปพัฒนาตนเองไปพัฒนาตนเอง สังคม และประเทศ
ให้เจริญก้าวหน้า และเป็นคนดีตามที่สังคมต้องการ

วันก่อตั้งโรงเรียน
๑๖ พฤษภาคม ๒๕๓๔

สีประจำโรงเรียน
สีเหลืองเขียว
สีเหลือง : หมายถึง แสงสว่าง
ความเจริญรุ่งเรือง
สีเขียว : หมายถึง ความปลอดภัย
ความร่มเย็นเป็นสุข

กุลยุทธในการพัฒนาโรงเรียน
๑. ร่วมสร้างแรงขับเคลื่อนให้โรงเรียนมีระบบการบริหารจัดการโรงเรียนที่ดีขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพส่งผลให้นักเรียนพัฒนาศักยภาพมีคุณภาพเป็นที่ยอมรับของสังคม
๒. ร่วมพัฒนาหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้เชิงบูรณาการให้ผู้เรียนได้พัฒนาความรู้ความสามารถคุณลักษณะอันพึงประสงค์และการดำรงชีวิตได้ตามศักยภาพของผู้เรียน
๓. ร่วมสร้างเสริมศักยภาพของบุคลากรให้เป็นมืออาชีพมีทักษะในการปฏิบัติงานสามารถจัดกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษา
๔. มีสมรรถนะของโรงเรียนในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อจัดกระบวนการเรียนรู้และบริหารจัดการให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้เรียน
๕. ระดมสรรพกำลังสร้างภาคีเครือข่ายอุปถัมภ์ที่เข้มแข็งอันเกิดจากการมีส่วนร่วมของชุมชนองค์กร ประชาสังคม ในรูปแบบผู้อุปถัมภ์ และผู้ร่วมคิด ร่วมปฏิบัติ ร่วมพัฒนา เพื่อพัฒนาการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบครบวงจร
พระพุทธรูปประจำโรงเรียน
พระพุทธรูปปางมารวิชัย
คำขวัญของโรงเรียน
คุณธรรมเด่น เน้นสามัคคี มีวินัย

ปรัชญาประจำโรงเรียน
สุวิชาโน ภวํ โหติ.
ผู้มีความรู้ดีเป็นผู้เจริญ

สัญลักษณ์เป็นรูปวงกลมซ้อนกัน
มีชื่อโรงเรียนสุเทพนครวิช วัดเมืองสรวงเก่า
ตำบลหนองผือ อำเภอเมืองสรวง จังหวัดร้อยเอ็ด
ระหว่างวงกลมใหญ่รอบนอก ภายในวงกลมเล็กเป็นรูปธรรมจักร
และเขียน คำว่า สุวิชาโน ภวํ โหติผู้มีความรู้ดีเป็นผู้เจริญ

วิสัยทัศน์ เรียนดี มีวินัย ใฝ่ความรู้ คู่คุณธรรม
คุณลักษณะอันพึงประสงค์
โรงเรียนสุเทพนครวิช พระปริยัติธรรม (แผนกสามัญศึกษา) ได้กำหนดคุณลักษณะอันพึ่งประสงค์ของผู้เรียนเพื่อพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์ ดังนี้
(๑) มีวินัย มีความรับผิดชอบ ปฏิบัติตามหลักของศาสนา
(๒) ซื่อสัตย์ สุจริต
(๓) เมตตา กรุณา เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และเสียสละ
(๔) รู้คุณค่าของตนเอง และสังคม
(๕) รักโรงเรียน และรักท้องถิ่นของตนเอง

ข้อมูลพื้นฐานของสถานศึกษา
โรงเรียน สุเทพนครวิช ตั้งอยู่ที่ วัดเมืองสรวงเก่า ตำบล หนองผือ
อำเภอ เมืองสรวง จังหวัด ร้อยเอ็ด รหัสไปรษณีย์ ๔๕๒๒๐
โทร. ๐๘๗-๒๑๕๔๑๔๑ E-mail.nupon2511@gmail.com
เว็ปไซด์ http://www.stnvschool.com/
๑. ผู้จัดการโรงเรียนชื่อ พระมหานิพนธ์ ฉายา ชยากโร
อายุ ๖๕ ปี วุฒิการศึกษา ป.ธ. ๔ ปริญญาตรี (พธ.บ.)
สังกัด วัดเมืองสรวงเก่า ตำบล หนองผือ อำเภอ เมืองสรวง
จังหวัด ร้อยเอ็ด ได้รับการแต่งตั้งเมื่อวันที่   ๖   เดือน พฤศจิกายน  ๒๕๔๔
(ตำแหน่งพระสังฆาธิการ) เป็นรองเจ้าอาวาส วัดเมืองสรวงเก่า
ตำบลหนองผือ อำเภอเมืองสรวง จังหวัดร้อยเอ็ด
๒. หัวหน้าสถานศึกษาชื่อ พระมหาสาคร   ฉายา   สาคโร   อายุ   ๔๒   พรรษา   ๒๒
วุฒิการศึกษา ป.ธ. ๕ ปริญญาตรี (ศศ.บ.)   สังกัด วัดเมืองสรวงเก่า
ตำบล หนองผือ อำเภอ เมืองสรวง จังหวัด ร้อยเอ็ด
ได้รับการแต่งตั้งเมื่อวันที่  ๙  เดือน พฤศจิกายน  พ.ศ.   ๒๕๓๗
(ตำแหน่งพระสังฆาธิการ) เจ้าคณะตำบลหนองผือ อำเภอเมืองสรวง จังหวัดร้อยเอ็ด